วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบรศ

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบรศ

อยู่ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ห่างจากตัวเมือง
ประมาณ 2.5 กิโลเมตรเป็นตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร สร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 2452 เพื่อถวายเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาส มณฑลปราจีน มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้น แบบยุโรปสมัยเรอเนสซอง มีมุขด้านหน้า ตรงกลางเป็นโดม ผนังด้านนอกมีลายปูนปั้นลายพฤกษาประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง

ภายในจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย เป็นศูนย์รวบรวม
อนุรักษ์ ตำรายาไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์
พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรและการแพทย์ของท้องถิ่น กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดรักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ และฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์ และเครื่องสำอางค์จำหน่ายในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มุ่งเน้นการ ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยให้เกิดการเรียนรู้ ใช้เวลา 3 วัน อัตราค่าบริการประมาณ 3,500 บาท/คน (กิจกรรมนี้งดบริการช่วงฤดูฝน)
โทร. 0-3721-108













ในปีพุทธศักราช 2452 ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์)
ได้จ้างเหมา บริษัทโฮวาร์ด เออร์สกิน สร้างตึกหลังหนึ่งขึ้นตามแบบศิลปะ บาร็อคของตะวันตก โดยมีความประสงค์เพื่อจะใช้เป็นที่ประทับแรมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในกรณีที่พระองค์เสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรีอีก หลังจากที่เสด็จครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2451 แต่พระองค์เสด็จสรรคตเสียก่อนในปีพุทธศักราช 2453

หากกระนั้นตึกหลังนี้ก็ยังคงใช้เป็นที่ประทับแรมของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวในปีพุทธศักราช 2455 รวมทั้งพระบรมวงศ์อีกหลายพระองค์ คราเสด็จมณฑลปราจีนบุรี โดยที่ท่านเจ้าของตึกไม่เคยใ้ช้ตึกหลังนี้เป็นที่พำนักส่วนตัวเลยตราบจนสิ้นอายุไข พ.ศ.2465 จึงได้มีการตั้งศพของท่านไว้ชั้นบนของตึกนี้ ก่อนการพระราชทานเพลิงศพในปีเดียวกัน หลังจากการอสัญกรรม ตึกหลังนี้ก็ตกเป็นของตระกูลอภัยวงศ์ โดยพระเจ้าอภัยวรเศรษฐ (ช่วง) บุตรชายที่เกิดจากหม่อมสอิ้ง ซึ่งเป็นบุตรวัยอาวุโส
กว่าคนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดก
ต่อมาในปี พ.ศ.2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอภิเษกสมรสกับหลานสาวคนหนึ่งของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร คือ นางสาวติ๋ว อภัยวงศ์ ธิดาของพระอภัยพิทักษ์ ( เลื่อม อภัยวงศ์ ) ซึ่งต่อมา ได้รับการสถาปนา เป็นพระนางเจ้าวัทนา พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาอภัยวรเศรษฐ (ช่วง) พี่ชายของพระอภัย พิทักษ์จึงได้ถวายกรรมสิิทธิ์ ในตึกหลังนี้ตลอดจนที่ดินบริเวณนั้น ให้กับ
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และพระนางเจ้าฯก็ได้น้อมเกล้าฯ
ถวายตึกและที่ดินผืนนี้แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาในปี พ.ศ.2480 เมื่อพระองค์จะโดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชธิดา ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จึงประทานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดนั้นแก่มณฑลทหารบกที่ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็นสถานพยาบา้ลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และได้เปลี่ยนมาเป็นโรงพยา้บาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2509 เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของท่าน เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้สร้างตึกและได้สร้างความเจริญ รวมทั้งสาธารณสมบัติให้กับจังหวัดปราจีนบุรีอย่างมากมาย โดยกราบทูลเชิญเสด็จฯ สมเด็จเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระนางเจ้า สุวัทนา พระวรราชเทวี เสด็จฯมาทรงเปิดป้ายโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเดิมนั้นเป็นตึกอำำนวยการ ได้มีการดัดแปลงทำชั้นล่างเป็นห้องตรวจโรค ห้องจำหน่ายยา และห้องผ่าตัด
ชั้นบนทำหน้าที่รับคนไขัหญิง โดยมีเรือนคนไข้ชายแยกต่างหาก
มีเตียงรับคนไข้ 50 เตียง มีโรงประกอบอาหาร คนไข้ โรงซักฟอก
ที่เก็บศพ เรือนพักคนงาน บ้านนายแพทย์ อย่างละ 1 หลัง บ้านพัก
พยาบาลอีก 3 หลัง การสัญจรติดต่อกับจังหวัด ใช้ทางเรืออย่างเดียว จนใน พ.ศ.2486 ได้มีการสร้างถนนติดต่ิอกับจังหวัด โดยขอที่ดินจากเอกชน คือ ถนนปราจีนอนุสรณ์เป็นถนนหน้าโรงพยาบาลในปัจจุบัน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ถูกใช้งานเป็นโรงพยาบาลจนถึงปี 2512 หลังจากที่ตึกอำนวยการในปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จ จากนั้น ทางโรงพยาบาลจะใช้ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในการประชุมสัมมนาในบางกรณี

ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2533
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรหลังจากนี้มิเพียงจะมีคุณค่าในฐานะที่เป็นอาคารเก่าแก่ ซึ่งมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมแต่เพียงอย่างเดียว หากตึก หลังนี้ยังเป็นเหมือนตัวแทนความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ อดทน และเสียสละของท่านเจ้าของตึก ที่จะเป็นอนุสติให้กับคนรุ่นหลัง เป็นความหมายและคุณค่าทางจิตใจ นอกเหนือไปจากความงามทางด้าน สถาปัตยกรรม และความงามมีคุณค่าในฐานะที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ ของชาติ

ด้วยในช่วงระยะปีพุทธศักราช 2449 เกิดการผันแปรทางการเมืองระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ขอเปลี่ยนแผ่นดินเมืองตราด ซึ่งอยู่ภายใต้ความครอบครองของมณฑลบูรพาทั้งหมดของไทย รัฐบาลไทยจึงได้ตกลงสัญญา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2447 และแลกเปลี่ยน สัตยาบันระหว่างไทยกับฝรั่งเศล ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2450 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งเมืองพระตะบองแห่งกรุงกัมพูชา ได้กราบ บังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต อพยพเข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณ ในกรุงเทพมหานคร

เนื่องจากท่านตระหนักว่าต้นตระกูลรวมทั้งปู่และบิดา ได้เป็นข้าทูลละออง ธุีลี่ีพระบาทมาหลายชั่วคน จึงมิปราถนาที่จะไปเป็นข้ากัมพูชา โดยท่านได้ลั่นวาจาว่่า"เมืื่อพระราชทานเมืองไปเป็นของกรุงกัมพูชาเมื่อใด จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอพยพเข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในกรุงเทพฯ"

เมื่อไทยต้องคืนเมืองพระตะบองแก่กรุงกัมพูชา ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงได้อพยพครอบครัวและผู้ติดตาม เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยผ่านเมือง ปราจีนบุรี ในระยะแรกนั้นท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรพำนักอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ด้วยความชอบในการล่าสัตว์โพนช้าง จึงย้ายมาปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีหมู่เรือนใหญ่สิบกว่าหลัง ของท่านและครอบครัวอยู่ตรงกลาง และหมู่บ้านชาวเขมรที่ติดตามมาจาก เมืองพระตะบองอยู่รายรอบ

หากในภายหลังเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีดำริให้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรขึ้น โดยหวังว่าจะใช้รับเสด็จสนองพระคุณพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน อย่างไรก็ตามตึกหลังนี้ ได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2455 รวมถึงเจ้านายพระองค์อื่นๆ อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พลเรือนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น
ึตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนี้เป็นออาคารสถาปัตยกรรมตะวันตกสองชั้น ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องสี่เหลี่ยมลอนเล็กที่สั่งมาจากฝรั่งเศล ตรงกลางหลังคาเป็นโดม ที่ยอดโดมมีเครื่องบอกทิศทางลม ทำด้วยโลหะเป็นรูปไก่
ขนาดตัวอาคารกว้าง 18.60 เมตร ยาว 38.40 เมตร ภายในตัวอาคารแต่ละชั้นแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ด้านหน้าของห้องโถงใหญ่ชั้นบนทำเป็นดาดฟ้า อาคารหลังนี้สร้างตามแบบอาคารเดิมของท่านเมื่ออยู่พระตะบอง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างล้วนนำมาจากต่า่งประเทศทั้งสิ้น ส่วนช่าง สันนิฐานว่ามาจากดินแดนอินโดจีน ลัษณะสถาปัตยกรรมของตึกนี้ เป็นการเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุคบาร็อค (Baroque) คำว่าบาร็อค มาจากคำในภาษาโปรตุเกสว่าบาโรโค (Barroco) หมายถึง ไข่มุกที่บิดเบี้ยว ไปจากกฏเกณฑ์ของความงามในสถาปัตยกรรม
แบบคลาสสิค ในยุคเรอเนสซองส์โดยสิ้นเชิง ลวดลายปูนปั้นส่วนใหญ่ ของตึกหลังนี้เป็นลวดลายขนาดเล็ก อ่อนไหว ตามซุ้มประตู หน้าต่าง เสา ขื่อ คาน ล้วนตกแต่งด้วยลวดลายพรรณพฤกษา ที่แสดงออกถึง การเคลื่อนไหว ในลักษณะโค้งงอ (s -curve) หรือม้วน (s -scroll) มีเพียงลายปูนปั้นที่เสาประดับใต้หน้าบันเท่านั้นที่ี่มีสัญลักษณ์ของ ความเป็นไทย คือ ทำเป็นรูปช้าง นอกเหนือไปจากการตกแต่งลวดลาย ปูนปั้น ตามตัวอาคารต่างๆ แล้ว ยังตกแต่งเพดานด้วยภาพเขียนสีปูนเปียก (Fresco) เป็นลวดลายพรรณพฤกษาอันอ่อนหวานและวิจิตร งดงามยิ่งนัก

ในระหว่งการใช้เป็นโรงพยาบาลคาดว่าคงมีการดัดแปลงซ่อมแซม
หลายแห่ง แต่ไม่ได้มีหลักฐานการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
เท่าที่ทราบคือ บานหน้าต่างเดิมเป็นบานกรอบไม้ติดกระจกทำลวดลาย ฝังด้วยกระจกสีเนื้อเป็นลวดลายแจกันและดอกไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น บานเกล็ดไม้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน พื้นกระเบื้อง ชั้นล่างปีกซ้ายเปลี่ยนเป็นพื้นหินขัด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น